DAILY RECOMMENDATION
เรียกดูหัวข้อในหมวดนี้ 
เติบโต &ปันผล อนาคต VPO
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ - 5 ม.ค. 58

อยากให้นักลงทุนมอง หุ้น วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออย์ หรือ VPO เป็นทั้ง “หุ้นเติบโต” หรือ Growth stock และ“หุ้นปันผล” หรือ Dividend Stock เราต้องการเป็นหนึ่งในหุ้นที่สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาวให้กับเหล่านักลงทุน “กฤษดา ชวนะนันท์” กรรมการผู้จัดการ บมจ. วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ เจ้าของวิสัยทัศน์ “พัฒนาไม่หยุดยั้ง สร้างสรรค์ความยั่งยืน” บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week”

บมจ. วิจิตรภัณฑ์ปาล์มออยล์ ถือหุ้นใหญ่ 74.89 เปอร์เซ็นต์ ผ่าน “ตระกูลชวนะนันท์” โดยเริ่มก่อตั้งบริษัทเมื่อ 15 ปีก่อน เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบในจังหวัดชุมพร “กฤษดา” ถ่ายทอด “จุดเริ่มต้น” ของการทำธุรกิจให้ฟังว่า ในอดีตคุณพ่อมีความฝันว่า “วันหนึ่งต้องเป็นเจ้าของสวนปาล์มให้ได้” ด้วยความที่ท่านทำงานเกี่ยวกับรับเหมาก่อสร้างถนนในภาคใต้ ทำให้ได้พบผู้ใหญ่มากหน้าหลายตา เมื่อมีคนแนะนำสวนปาล์มแห่งหนึ่งให้คุณพ่อรู้จัก เมื่อท่านลองศึกษาเกิดชอบจึงตัดสินใจซื้อสวนปาล์ม

ตอนนั้นเพื่อนของพ่อคัดค้านการทำสวนปาล์ม เพราะช่วงนั้นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างกำลังไปได้ดี ส่วนใหญ่จะบอกว่า “เป็นชาวสวนเหนื่อยนะ จะหาเรื่องใส่ตัวทำไม” แต่ตอนนั้นพ่อกลับมีวิสัยทัศน์ที่ว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มจะเป็นพื้นฐานในการอุปโภคบริโภค ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือลง แต่ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทุกปีจะทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบมากขึ้น ซึ่งน้ำมันปาล์มจะเป็นพลังงานทดแทนในอนาคต

“พ่อมักย้ำกับลูกๆเสมอว่า ธุรกิจปาล์มน้ำมันดิบในวันข้างหน้าจะเป็นรากฐานที่มั่นคงของครอบครัวในอนาคต”

“กฤษดา” บอกว่า ตนเป็นลูกชายคนที่ 9 ในจำนวนพี่น้อง 16 คน ซึ่งพ่อตั้งความหวังไว้ว่าจะให้เรียนจบระดับ “ดอกเตอร์” แต่หลังจากจบปริญญาโท ก็กลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัว แต่เมื่อพ่อเสียชีวิตกระทันหันด้วยโรคหัวใจ ทำให้ครอบครัวขาดเสาหลัก ช่วงนั้นพี่ชายรับอาสาดูแลธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ส่วนธุรกิจปาล์มน้ำมันไม่มีใครว่างเข้าไปดู เพราะว่าพี่น้องคนอื่นมีหน้าที่ความรับผิดชอบกันหมด

สุดท้ายเรารับอาสาดูแล ตอนนั้นเข้ามาทำงานแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะที่ผ่านมายึดอาชีพอาจารย์มาโดยตลอด ช่วงนั้นโรงงานยังไม่เสร็จ ผู้รับเหมานำแบบก่อสร้างมาให้ดู เชื่อหรือไม่ “ดูไปงงไป” แต่บนความไม่รู้เรื่องก็ถือเป็นโอกาส “เราเปรียบเหมือนฟองน้ำ ที่พร้อมจะดูดซับน้ำไว้ทั้งหมด” ผมตั้งใจจะเรียนรู้ทุกอย่าง แรกเริ่มกะว่าจะทำงานในส่วนของสวนปาล์มและโรงงาน แต่ปรากฎว่า พี่สาวและน้องชายเขามาช่วยดูแลในส่วนของสวนปาล์ม เราเลยรับหน้าที่ดูแลโรงงานเป็นหลัก

ช่วงที่กำลังเรียนรู้เรื่องธุรกิจ บริษัทก็มีผลการดำเนินงาน “ขาดทุน” มาตลอด จนบรรดาพี่น้องต้องมานั่งคุยกันว่า เราจะทำอย่างไรดีกับธุรกิจปาล์มน้ำมัน พ่อก็ไม่อยู่แล้ว ช่วงนั้นยอมรับว่า “ท้อ” ถึงขั้นปรึกษากันว่าจะขายกิจการดีหรือไม่ แต่ผลสุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ขาย เพราะว่าธุรกิจปาล์มน้ำมันเป็นความฝันของพ่อ ทุกครั้งที่นึกถึงคำพูดของพ่อ ทำให้คิดได้ว่า “พ่อต้องมองเห็นอะไรสักอย่าง”

หลังจากนั้นไม่นาน ธุรกิจก็เติบโตจริงๆ หลังโรงงานเปิดดำเนินการในปี 2535 ด้วยกำลังการผลิตครั้งแรกเพียง 20 ตันต่อชั่วโมง หลังซื้อผลปาล์มได้น้อย เพราะชาวสวนเขาไม่ขายปาล์มให้เราเนื่องจากมองว่า บริษัทอาจ “เจ๊ง” ไม่มีเงินจ่าย แต่เมื่อเราทำความเข้าใจกับชาวสวนและมีการทำสนธิสัญญา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้าน ผ่านมาเพียง 2 ปี บริษัทก็มีผลการดำเนินเป็น “กำไร” ปัจจุบันมีกำลังผลิตรวม 180 ตันต่อชั่วโมง

“ผมอยากเห็นบริษัทขยายตัวแบบยั่งยืน หากถามถึงจุดแข็ง แน่นอนเราถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบที่มีกำลังการผลิตใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ปัจจุบัน VPO คือ ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ 1 ใน 3 ของบริษัทที่สามารถส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปต่างประเทศได้ด้วยตนเอง”

กรรมการผู้จัดการ เล่าว่า สำหรับทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มดิบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งการอุปโภคบริโภค และการใช้เป็นไบโอดีเซล ซึ่งเป็นพลังงานทดแทน ยิ่งเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปลายปี 2558 อุตสาหกรรมนี้ยิ่งขยายตัว

“เราไม่เน้นเติบโตด้านรายได้ แต่เน้นความสามารถในการทำกำไร”

เมื่อถามถึงเป้าหมายรายได้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2558-2562) เขายอมรับว่า มีโอกาสเติบโตแบบ “ก้าวกระโดด” ภายใต้สมมุติฐานที่มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น จากการซื้อกิจการใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ วันนี้บริษัทมีระบบที่ดี ขณะที่พนักงานทุกคนก็สามารถต่อยอดธุรกิจได้ ประกอบกับยังมีฐานการตลาดที่มั่นคง ฉะนั้นหากเราสามารถรวมกิจการกับใครได้ ก็จะทำให้บริษัทมีฐานการตลาดที่ใหญ่ขึ้นอีก

“นายใหญ่” บอกว่า หลังจากได้รับเงินจากการระดมทุน บริษัทจะนำไปคืนเงินกู้ในสัดส่วน 70 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันมีหนี้อยู่ 1,000 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทสามารถลดภาวะดอกเบี้ยต่อปีได้ถึง 20 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีต้นทุนดอกเบี้ยอยู่ที่ 55 ล้านบาทต่อปี ที่เหลือจะนำไปเสริมสภาพคล่อง เพื่อเตรียมความพร้อม เมื่อมีโอกาสการลงทุนใหม่ๆเข้ามา

“หากโอกาสเดินเข้ามา ในขณะที่เรามีความพร้อมเรื่องเงิน เราก็จะไม่เสียโอกาส”

“กฤษดา” พูดถึง “จุดอ่อน” ของบริษัทว่า ด้วยกำลังการผลิตที่ใหญ่ บางครั้งถือเป็นจุดตำหนิเปรียบเหมือนเราเป็นขันใบใหญ่ เวลาน้ำขึ้น เราก็ตักได้เยอะ แต่เวลาน้ำลงต้องหันกลับมาดูว่า ขันเรารั่วหรือไม่ ซึ่งถ้ามีจุดรั่วไหลเราต้องอุด ปัจจุบันบริษัทก็พยายามอุดรอยรั่วที่ว่า ทำอย่างไรถึงจะผลิตปาล์มที่มีคุณภาพได้

สำหรับผลประกอบการในปี 2556 บริษัทมีรายได้รวม 3,239 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 172 ล้านบาท ในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิ 154 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายน้ำมันปาล์มดิบ 80 เปอร์เซ็นต์ รายได้จากการขายเมล็ดปาล์ม 16 เปอร์เซ็นต์ รายได้จากการไฟฟ้า 3 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต

“ปี 2557 เราหวังจะมีกำไรสุทธิมากกว่าปีก่อน” “กรรมการผู้จัดการ” ฟันธง..