DAILY RECOMMENDATION
เรียกดูหัวข้อในหมวดนี้ 
SET เหวี่ยงทั้งปี เซียน แนะ ใช้สติ มากกว่า สตางค์
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ - 13 ม.ค. 58

“ขึ้นแรง ลงเร็ว” ประโยคสั้นๆนี้น่าจะเหมาะกับภาวะตลาดหุ้นไทยเมื่อปี 2557 หลังสถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยปกติ แต่เมื่อทุกอย่างได้รับการคลี่คลาย SET INDEX คงได้เวลาขึ้นแล้ว ความคาดหวังนี้ของเหล่านักลงทุนจะเป็นไปได้หรือไม่ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” มีคำตอบ

“ป๋อง-สุกิจ อุดมศิริกุล”กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ทิศทางตลาดหุ้นในปี 2558 ให้ฟังว่า แม้การเมืองจะคลายความตึงเครียดไปแล้ว แต่การที่ราคาหุ้นหลายๆ ตัวปรับตัวสูงขึ้นมากในปีก่อน ขณะที่ยังคงมีหลายปัจจัยคอยกดดันบรรยากาศ การลงทุน ฉะนั้นตลาดหุ้นไทยในปีแพะอาจมีโอกาสตกอยู่ในอาการ "ผันผวนตลอดทั้งปี"

ในช่วงไตรมาสแรกของปี ความผันผวนจะอยู่ในระดับเบาสุด แต่จะผันผวนมากขึ้นในช่วงกลางปี หรือประมาณเดือนก.ย.โดยปัจจัยต่างประเทศจะเป็นตัวแปรสำคัญ หลังประเทศสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย ฉะนั้นอาจได้เห็นเม็ดเงินต่างประเทศไหลออกจากตลาดหุ้นไทยบ้าง แต่ด้วยความที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในปี 2558 อาจออกมามีกำไรที่ดี ขณะที่รัฐบาลเตรียมลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ฉะนั้นเม็ดเงินอาจไม่ไหลออกไปมากจนน่ากังวล

"ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงการปรับฐานลงในระยะสั้นเท่านั้น ดังนั้นอาจมีโอกาสปรับลดลงไปอีก จากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจต่างประเทศ อย่าลืมว่า วันนี้เศรษฐกิจทางฝั่งยุโรปยังไม่ฟื้นตัวเร็วอย่างที่คิด จะมีแค่เศรษฐกิจของสหรัฐฯที่มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนเท่านั้น ขณะที่เมืองจีนและญี่ปุ่นก็ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย"

“สุกิจ” บอกว่า แม้ตลอดทั้งปีหุ้นไทยจะตกอยู่ในภาวะผันผวน แต่ยังคงถือเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจมากที่สุด หากเทียบกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน หลังหุ้นไทยอาจสร้างผลตอบแทนในปีนี้ที่ระดับเฉลี่ย 8 เปอร์เซ็นต์ แต่การที่สถานการณ์เศรษฐกิจต่างประเทศไม่ค่อยสดใส เขาย้ำ อาจทำให้ดัชนีสิ้นปี 2558 มาไกลสุดแค่ 1,600-1,650 จุด ก่อนจะทะยานแตะ 1,700 จุด ในปี 2559

เมื่อถามถึง “หุ้นดาวเด่น” เขาวิเคราะห์ว่า ปีนี้น่าจะมีหุ้นโดดเด่น 3 กลุ่มหลัก นั่นคือ “กลุ่มสื่อสาร” เนื่องจากในปี 2557 หุ้นสื่อสารมีข่าวร้ายทั้งปี จากการเลื่อนประมูลโครงข่าย 4G แต่ปีนี้มีข่าวดีที่ว่า รัฐบาลอนุมัติให้เปิดประมูลโครงข่าย 4G ในเดือน ก.ค. ถือเป็นการรับอานิสงส์จาก Digital Economy

นอกจากนั้นยังมี “กลุ่มวัสดุก่อสร้าง” หลังรัฐบาลมีการลงทุนในโครงการต่างๆ ขณะที่หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้างหลายๆ ตัวกำไรได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ส่วนหุ้นกลุ่มสุดท้าย คือ “กลุ่มส่งออก” หลังส่งออกของเมืองไทยจะดีขึ้นกว่าปีก่อน

"จริงๆยังมีหุ้นดาวเด่นอีก 2 กลุ่ม แต่คงไม่สวยเท่า 3 กลุ่มแรก นั่นคือ 1.“กลุ่มรับเหมา-ก่อสร้าง” แน่นอนกลุ่มนี้จะได้รับผลประโยชน์เต็มๆจากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐบาล 2.“กลุ่มอาหาร” หลังราคาหุ้นยังไม่แพงเกินไป ขณะที่ผลประกอบการมีอัตราการเติบโตที่ดี"

สำหรับ “หุ้นดาวร่วง” ที่นักลงทุนให้ความสนใจลงทุนลดลงในปี 2558 น่าจะเป็น “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์” เพราะยังไม่แน่ว่าการใช้จ่ายจะกลับมาจริงหรือไม่ และ “กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี” หลังราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

"นักลงทุนที่มองการลงทุนในระยะยาว และสามารถรับความผันผวนได้ อาจใช้จังหวะที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงทยอยสะสมหุ้นดีๆ”

“นพ.บุญ วนาสิน” ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี ในฐานะนักลงทุนรุ่นใหญ่ วิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปีนี้นักลงทุนยังคงต้องใช้ “ความระมัดระวังอย่างสูงในการลงทุน” เพราะตลาดหุ้นคงผันผวนตลอดปี ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งการเมืองภายในประเทศที่ยังไม่นิ่งเท่าที่ควร ขณะที่ภาคส่งออกก็ยังไม่ฟื้นตัว

นอกจากนั้นเศรษฐกิจต่างประเทศยังไม่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มยุโรป โดยเฉพาะประเทศกรีซ ที่จะมีการเลือกตั้งภายในสิ้นเดือนม.ค.นี้ หากกรีซต้องออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มยูโรจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินยูโรให้ลดลงไปอีก ขณะที่เศรษฐกิจประเทศจีนก็ยังคงชะลอตัว

“สิ้นปีนี้ดัชนีน่าจะมาสุดทางแค่ 1,450-1,550 จุด”

เมื่อถึงนโยบายการลงทุนในปี 2558 “หมอบุญ” เล่าว่า ตลาดหุ้นผันผวนเช่นนี้ ทำให้จำเป็นต้องปรับลดพอร์ตหุ้นไทยเหลือเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ แต่จะเน้นเก็บเป็นเงินสดมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ แตกต่างจากปีก่อนที่ลงหุ้นมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และถือเงินสด 40 เปอร์เซ็นต์

"ปีนี้คงต้องลงทุนในหุ้นที่มีความปลอดภัยเป็นหลัก เน้นกลุ่มพื้นฐานดี ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง และมีกระแสเงินสดมากๆ ส่วนหุ้นปั่น หุ้นเก็งกำไร ไม่เข้าไปเล่นแน่นอน หุ้นพวกนี้เสี่ยง"

"หมอบุญ" แนะนำว่า กลุ่มที่ยังสามารถเข้าลงทุนได้น่าจะเป็น 1.“กลุ่มรับเหมา-ก่อสร้าง” เพราะจะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐบาล 2.“กลุ่มโรงพยาบาล” ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรคนยังต้องใช้บริการ ส่วน"หุ้นหลีกเลี่ยง” คือ “กลุ่มธนาคาร-พลังงาน-อสังหาริมทรัพย์”

“ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ผู้เผยแพร่แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนแรกในประเทศไทย (วีไอ) เล่ามุมมองที่มีต่อตลาดหุ้นไทยในปีนี้่ว่า ส่วนตัวเริ่มรู้สึกว่า "เสน่ห์ลดลง" เนื่องจากราคาหุ้นหลายตัวไม่ถูกแล้ว หากย้อนกลับไปดูจะพบว่า แม้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะออกมาไม่สดใส แต่หุ้นหลายตัวแพงเกินพื้นฐานที่แท้จริง

"หุ้นพลังงานปีนี้คงไม่ค่อยสวย หลังราคาน้ำมันลงเร็ว"

เขา วิเคราะห์ว่า แม้ภาพรวมตลาดหุ้นจะออกแนวผันผวน แต่น่าจะมีทิศทางที่ดีกว่าปลายปีก่อน ฉะนั้นหากนักลงทุนเลือกหุ้นที่ดีและมีความปลอดภัย ก็ยังพอจะถือยาวๆได้ เพียงแต่ต้องดูรายละเอียดของธุรกิจดีๆ ยกตัวอย่างเช่น “หุ้นกลุ่มอุปโภคบริโภค”แม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังต้องเกิดขึ้น

ปัจจัยบวกที่จะเข้ามาผลักดันดัชนี คือ ข้อ1.ทิศทางดอกเบี้ยของไทยที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำไปจนถึงกลางปี 2558 ข้อ 2.การฟื้นตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนภายในปีนี้ จากฐานที่ต่ำในปี 2557 และข้อ 3.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของภาครัฐที่คาดว่าจะออกมาเร็วๆนี้

“ตลาดหุ้นปีก่อน ถือเป็นปีที่ลงทุนแบบ “ไม่สบายตัว” ซึ่งความรู้สึกนั้นน่าจะยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปี 2558"

"เสี่ยยักษ์-วิชัย วชิรพงศ์” นักลงทุนไซด์ใหญ่ มีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยว่า นักลงทุนยังคงต้องใช้ “ความระมัดระวัง”เนื่องจากมีหลายปัจจัยคอยกดดัน บรรยากาศในการรลงทุน โดยในช่วงกลางปีนี้อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างประเทศ หลังสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ฉะนั้นอาจเห็นเงินนอกไหลออกจากหุ้นไทย

"นักลงทุนควร “หลีกเลี่ยง” ลงทุนในหุ้นที่มีค่า P/E สูงๆ เพราะเมื่อมีเหตุการณ์ที่มีปัจจัยลบ อาจทำให้นักลงทุนบางรายเลือกที่จะขายหุ้น P/E สูงออกจากพอร์ตก่อน"

ส่วนตัวได้มีการปรับพอร์ตลงทุนลงมากระดับหนึ่งแล้ว ปัจจุบันเหลือมูลค่าการลงทุนเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมลงทุนในหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ โดยได้หันไปกระจายความเสี่ยง ด้วยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แทน แต่คงไม่ลดน้ำหนักไปมากกว่านี้ แต่จะรอจังหวะซื้อหุ้นเพิ่มมากกว่า

ถามว่ากลุ่มไหนน่าสนใจ เขาย้ำว่า ควรเลือกหุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลประโยชน์จากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐบาล เช่น “กลุ่มรับเหมา-ก่อสร้าง” หรือเน้นหุ้นที่มีพื้นฐานดีและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“มาตรการดูแลหุ้นเก็งกำไรของตลาดหลักทรัพยถือเป็นเรื่องที่ดี น่าจะช่วยลด “ความร้อนแรง” ของหุ้นเก็งกำไรได้มาก และจะช่วยทำให้นักลงทุนได้ข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น”

“เสี่ยปู่-สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” เจ้าของพอร์ตหลักพันล้าน วิเคราะห์ในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดหุ้นปีนี้ผันผวนแน่นอน หุ้นหลายตัวแพงเกินจริง แต่ยังพอลงทุนได้ เพียงแต่ต้องเลือกตัวที่มีพื้นฐานดีๆ มีกระแสเงินสดที่ดี ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง และราคาหุ้นไม่แพงเกินไป

“หุ้นในตลาดตอนนี้มีราคาแพงมาก หลังถูกนักลงทุนลากราคาขึ้นไปค่อนข้างสูง ซึ่งหุ้นเหล่านี้ส่วนตัวจะไม่เข้าไปลงทุน แต่เชื่อว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไประดับสูงๆ จะลดระดับลงมาอยู่พื้นฐานที่แท้จริง”

สำหรับนโยบายการลงทุน แน่นอนปีนี้คงลดพอร์ตการลงทุนเหลือ 80-90 เปอร์เซ็นต์ และยังคงลงทุนในหุ้นตัวเดิมๆ เหมือนปีก่อน อาทิ หุ้น เซ็ปเป้ หรือ SAPPE และหุ้น ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 หรือ SAWAD ส่วนตัวเชื่อว่าราคาจะไปไกลกว่านี้ นอกจากนั้นยังหาโอกาสลงทุนเพิ่มในหุ้น ทรัพย์ศรีไทย หรือ SST และหุ้น เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ หรือ WORK ที่มีต้นทุน 20 บาท

“กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากนโยบาบของทางภาครัฐยังน่าสนใจ โดยเฉพาะ “กลุ่มรับเหมา-ก่อสร้าง” อย่างหุ้น ช.การช่าง หรือ CK และหุ้น รถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BMCL เพราะมีแนวโน้มว่า งานโครงการรถไฟฟ้าจะเพิ่มมากขึ้น”

ปิดท้ายด้วยคำนายของ “เสี่ยป๋อง-วัชระ แก้วสว่าง” เซียนหุ้นด้านเทคนิค มองว่า ก่อนตลาดหุ้นลดลงเกือบ 138 จุด (วันที่ 15 ธ.ค.2557) ส่วนตัวเคยมองดัชนีปีนี้ระดับ 1,700-1,800 จุด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้คิดว่าคงไปได้ไกลแค่ 1,650 จุด

ปีนี้ดวงชะตาของผมชง "ร้อยเปอร์เซ็นต์" เพราะเกิดปีฉลู ทำให้มีคนเตือนบ่อยๆ เรื่องการลงทุน ฉะนั้นจึงเลือกลดพอร์ตลงทุนเล็กน้อย แต่ไม่ได้คิดเลิกเป็นนักลงทุน (หัวเราะ) รวมทั้งยังจะเลิกเล่นมาร์จิ้นถาวร ดังนั้นกลยุทธ์ปีนี้จะเน้นเล่นสั้นเหมือนเดิม แต่จะลงทุนในหุ้นพื้นฐานที่มีสภาพคล่องสูงๆ

“ตลาดหุ้นยังเป็นแหล่งหาเงินได้ดีเสมอ หุ้นซื้อได้ทุกวัน แต่ต้องเลือกเวลาและจังหวะให้เหมาะสม”

เขา แนะนำว่า กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากนโยบายต่างๆของทางภาครัฐยังคงน่าสนใจ โดยเฉพาะรับเหมาก่อสร้าง และค้าปลีก เพราะเมื่อรัฐใช้เงินจะมีการกระตุ้นการใช้จ่ายแน่นอน ขณะเดียวกันกลุ่มพลังงานทดแทนก็น่าสนใจ หลังรัฐกำลังจะออกใบอนุญาตสร้างโรงไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งกลุ่มธนาคารก็น่าลงทุน เพราะคงได้ผลดีจากการปล่อยเงินกู้ให้เอกชน

สำหรับกลุ่มที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนคงจะเป็น “กลุ่มพลังงาน” เนื่องจากราคาน้ำมันปรับลดลงเยอะมาก ทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักออกมามองว่า ผลประกอบการไตรมาสแรกของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มพลังงานน่าจะ “ขาดทุน” หรือ“กำไรลดลง” เพราะต่อให้ราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมายืนอยู่ที่ 90 เหรียญต่อบาร์เรล กว่าจะรับรู้รายได้ก็ล่วงเลยไปไตรมาส 2 แล้ว