DAILY RECOMMENDATION
เรียกดูหัวข้อในหมวดนี้ 
40 ปีที่รอคอย ช.การช่าง ปีนี้ ยุคทอง ปีหน้าโต 10%
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ - 29 ก.ค. 56

ก่อตั้งบริษัทมา 40 ปี ฐานะการเงินในปี 2556 ดีที่สุด!! 

ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ “ช.การช่าง” (CK) พร้อม สองผู้บริหารคนสนิท “ประเสริฐ มริตตนะพร”ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มงานบริหาร และ“พงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ ส่งสัญญาณเชิงบวกตรงๆ ชนิดไม่ต้องตีความให้วุ่นวาย

ไม่สวยที่สุดได้งัย!! เพราะผ่านมาแค่ 3 เดือนของปี 2556 “ช.การช่าง” โกย “กำไรสุทธิ” 5,070.3 ล้านบาท “พุ่งพรวด” 4,962 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเพียง 108.2 ล้านบาท เรียกว่าสูงกว่ากำไรสุทธิทั้งปี 2555 ที่อยู่ระดับ 568.40 ล้านบาท แต่กำไรที่ “สวยหรู” ไม่ได้มาจากรายได้จากการรับเหมาก่อสร้างเพียงอย่างเดียว

แต่มาจากการรับรู้ “กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุน” ใน “น้ำประปาไทย” (TTW) จำนวน 2,203.2 ล้านบาท โดยบริษัทได้ขายออกไปในสัดส่วน 11% ราคาหุ้นละ 7.55 บาท และบริษัทยังได้เปลี่ยนวิธีแสดงมูลค่าเงินลงทุน จากวิธีส่วนได้เสียเป็นแสดงตามมูลค่ายุติธรรม ทำให้บริษัทบันทึกกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในบริษัทร่วมประมาณ 3,821.6 ล้านบาท

ส่วนรายได้จากการรับเหมาก่อสร้าง “ช.การช่าง” ทำได้ 8,092 ล้านบาท หลังโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มีความคืบหน้าไปมาก อาทิ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีในประเทศสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวสัญญาที่ 1 งานโยธา ช่วงแบริ่ง -สมุทรปราการ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญาที่ 2 งานออกแบบและควบคู่การก่อสร้างเส้นทางใต้ดินช่วงสนามไชย-ท่าพระสัญญาที่ 5 งานออกแบบควบคู่การก่อสร้าง ระบบรถไฟฟ้าของทั้งโครงการ เป็นต้น

นั่งเรียกแขก!! เอ่ยเช่นนี้คงไม่ผิด แม้ ปลิว ตรีวิศวเวทย์ จะออกมานั่งหัวโต๊ะ แต่เขาก็ยกหน้าที่การตอบคำถามส่วนใหญ่ให้ลูกน้องคนสนิท “ประเสริฐ-“พงษ์สฤษดิ์” “โชว์ตัวไม่กี่ชั่วโมง” ราคาหุ้น ช.การช่าง และบริษัทที่ “ช.การช่าง” ถือหุ้นใหญ่ พากันวิ่งฉิว ไล่มาตั้งแต่หุ้น ช.การช่าง ปิดตลาด 21.40 บาท บวก 1.42% หุ้น ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) ปิด 38.50 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.32% หุ้น รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) ปิด 1.29 บาท บวก 13.16% และหุ้น น้ำประปาไทย” (TTW) ปิด 10.70 บาท ติดลบ 0.93% และหุ้นซีเค พาวเวอร์ (CKP) ปิด15 บาท ติดลบ 1.32%(ตัวเลข ณ วันที่24/07/56) (ช.การช่างถือหุ้น BECL 15.15% หุ้น BMCL 16.64% และหุ้น TTW 19.04% และหุ้น CKP 31.78%)

“เดี๋ยวผมต้องขอตัวก่อน พอดีมีนัดทานอาหารกับนักลงทุนต่างชาติที่สนใจธุรกิจของบริษัท” "แม่ทัพใหญ่" หย่อนประโยคตาลุกวาว ก่อนทำท่าจะเดินหนี 

ที่ผ่านมาราคาหุ้น ช.การช่าง ปรับตัวลดลงค่อนข้างเยอะ แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า พื้นฐานบริษัทไม่ได้เปลี่ยนแถมมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ผลประกอบของเรามีแนวโน้มเติบโตสูง บริษัทได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน SET50 เหตุผลเหล่านี้ทำให้นักลงทุนทั่วไปและสถาบันในและนอกประเทศสนใจเราสุดๆ เพื่อตอกย้ำความมั่นใจมากขึ้น เราจะเดินสายโชว์โรดนักลงทุนสถาบันในประเทศปลายเดือนก.ค.นี้ และจะไปนำเสนอข้อมูลให้กับสถาบันต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ และ ฮ่องกง ในเดือนส.ค.นี้ “เราคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากๆ” “ปลิว” เชื่อเช่นนั้น

วันนี้ “ช.การช่าง” ได้ยกระดับในแง่ของรายได้ให้ขึ้นมายืนอยู่บน “ความมั่นคง-แข็งแรง” เห็นได้จากโครงการธุรกิจหลัก “รับเหมาก่อสร้าง” เราสามารถมีทั้งรายได้จากการพัฒนาโครงการ รายได้จากเงินปันผล และกำไรจากการลงทุน นี่ยังไม่นับรวมรายได้อื่นๆที่เกี่ยวข้องจากการลงทุนอีกนะ

“กลยุทธ์ดี พันธมิตรแข็งแกร่ง” ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เรามีวันนี้ พันธมิตรทั้งหมดเราเป็นผู้ปลุกปั้นเองกับมือ ไม่ว่าจะเป็น “ทางด่วนกรุงเทพ-น้ำประปาไทย-รถไฟฟ้ากรุงเทพ” และน้องใหม่ล่าสุด “ซีเค พาวเวอร์” (CKP) ซึ่งเราถือหุ้นอยู่ 31.8% ทั้งหมดนี้คือ โครงสร้างสำคัญของ ช.การช่าง เรายังไม่คิดจะขายหุ้นเหล่านี้ ตรงข้ามมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น BMCL ด้วยซ้ำ บริษัทนี้แนวโน้มการเติบโตโดดเด่นสุด หากโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมโยงกันหลายสาย

ทำไม BECL-BMCL-TTW-CKP ถึงเป็นพันธมิตรที่ดี? เพราะที่ผ่านมาเขาขยันส่งกำไรกลับมายังบริษัทอย่างสม่ำเสมอ แถมยังเป็นพันธมิตรที่พร้อมจะก้าวขาไปลงทุนโครงการ Infrastructure (สาธารณูปโภค) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า น้ำประปา เขื่อน และพลังงานไฟฟ้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรองรับการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปลายปี 2558 เขาเหล่านี้จะช่วยทำให้การเข้าลงทุนต่างๆง่ายขึ้น แถมยังทำให้เรามีภาระการลงทุนน้อยลงด้วย

“วิสัยทัศน์” ของ ช.การช่าง คือ การเป็น “ผู้นำด้านรับเหมาก่อสร้าง” เรายังมีความสามารถในการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคหลากหลาย ฉะนั้นบริษัทพร้อมจะทำทุกอย่างให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น 

“เราพร้อมลงสนามประมูลงานโครงการสาธารณูปโภค 2.2 ล้านล้านบาท” “ประธานกรรมการบริหาร” ย้ำแล้ว ย้ำอีก

หากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐมีความชัดเจนเราพร้อม เพราะมีประสบการณ์ในการเข้าประมูลงาน แม้บางโครงการจะมีการชะลอออกไปบ้าง แต่ก็ไม่กระทบต่อผลประกอบการของเรา เพราะเชื่อว่าโครงการหลักๆ จะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนจะเข้ามาบริหารประเทศ เขาก็ต้องลงทุน สุดท้ายรัฐบาลจะจ้างก่อสร้าง หรือเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน หรือจ้างก่อสร้างแบบ Design and Build เราพร้อมทุกรูปแบบ อย่าลืมนะเราเคยผ่านทั้งงานขุดอุโมงค์ รถไฟฟ้า ท่าเรือ และสนามบิน เรียกว่าทำมาแล้วครบทุกสิ่งอย่าง

“กรณีเลวร้ายสุด ไม่ชนะการประมูลใหม่เลย เราก็ยังอยู่ได้แบบไม่มีปัญหาประมาณ 5 ปี แต่เรื่องเซอร์ไพรส์ลักษณะนี้คงเกิดยาก”

“แม่ทัพใหญ่” ยกเวทีแจกแจงผลประกอบการปี 2556 ให้ “ประเสริฐ มริตตนะพร” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มงานบริหาร “ผมเชื่อว่าปีนี้เราจะมีรายได้ “โดดเด่นมาก” โอกาสแตะ 36,000 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องยาก!! ผ่านมาแค่ไตรมาส 1/56 เราสามารถโกยเงินได้แล้ว14,505.63 ล้านบาท ตอนนี้เรามียอดรอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) สูงถึง 140,000-150,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีงานในมือ 120,729 ล้านบาท แถมในช่วงไตรมาส 2/56 อาจมีรายได้จากงานก่อสร้างมากกว่า 15,000 ล้านบาท ส่วนในแง่ของอัตรากำไรต้นน่าจะอยู่ระดับ 8-10%”

ตั้งแต่ปีหน้ารายได้ของเราจะเติบโตสม่ำเสมอเฉลี่ย 10% บริษัทจะไม่มีกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุน อีกแล้ว ภายใน 3-4 ปีข้างหน้าก็จะเติบโตแบบนี้ นี่ยังไม่นับรวมการชนะประมูลโครงการลงทุนมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาทนะ ถ้าได้งานเพิ่ม เราโตมากกว่านี้อีกแน่นอน

เอกสารที่ “ช.การช่าง” แจกภายในงานแถลงข่าว ได้ระบุตัวเลขผลประกอบการในแต่ละไตรมาสค่อนข้างละเอียด “ไตรมาส 2/56 บริษัทจะมีรายได้รวม 8,000 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสแรกที่มีรายได้ 14,506 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากงานก่อสร้าง 7,000 ล้านบาท และจะรับรู้กำไรจากการขายหุ้น BMCL ประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยได้ขายไปในสัดส่วน 7.97% ราคาหุ้นละ 1.15 บาท”

ส่วนผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3-4/56 คาดว่าตัวเลขจะออกมาใกล้เคียงกับช่วงไตรมาส 2/56 แบ่งเป็นรายได้จากงานก่อสร้างประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อไตรมาส แต่ในช่วงไตรมาส 3 เราจะมีกำไรพิเศษจากการลดสัดส่วนการถือหุ้นใน “ซีเค พาวเวอร์” (CKP) จาก 38% เหลือ 31.8% หลังบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

“พงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ พูดในทำนองเดียวกันว่า แม้โครงการของรัฐบาลต้องชะลอออกไป แต่ผลประกอบการของเรายังคงเติบโต เพราะเรามีงานในมือสูงถึง 150,000 ล้านบาท ถ้าลองนำตัวเลขนี้มาหาร ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า เราจะมีรายได้เฉลี่ย 30,000 ล้านบาทต่อปี นี่ยังไม่รวมงานใหม่ๆ และงานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กำลังทำอยู่ “บริษัทแข็งแกร่งมั้ยละ” 

ที่ผ่านมาทุกคนรู้จัก “ช.การช่าง” ในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศ แต่วันนี้เราไม่ใช่ผู้รับเหมาก่อสร้างที่รอรับงานก่อสร้างจากเจ้าของงานอีกแล้ว เวลานี้เราทำธุรกิจแบบ “ครบวงจร” ทั้งในส่วนที่เราก่อสร้างเอง และเข้าไปร่วมลงทุนพัฒนา เราต่างจากผู้รับเหมารายอื่นตรงที่มีโครงการพัฒนา สาธารณูปโภค ซึ่งสามารถทำให้บริษัทเก็บกินเงินได้ในระยะยาว เรียกว่ามั่นคงยั่งยืน ในอดีตเวลาเรารับงานต้องมีพันธมิตรมาช่วย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้ว เราทำเองได้ แถมยังสามารถรับงานโครงการขนาดใหญ่ และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นได้ด้วย

ณ วันที่ 31 มี.ค.2556 “ช.การช่าง” มี 7 โครงการที่ดำเนินการอยู่ คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ มูลค่า 14,270 ล้านบาท มูลค่าคงเหลือ 2,797 ล้านบาท คืบหน้าแล้ว 72% โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค แบ่งเป็นงานก่อสร้างใต้ดิน ช่วงสนามชัย-ท่าพระ มูลค่า 9,988 ล้านบาท มูลค่าคงเหลือ 5,793 ล้านบาท คืบหน้าแล้ว 42% และงานวางรางรถไฟฟ้า มูลค่า 4,672 ล้านบาท มูลค่าคงเหลือ 2,827 ล้านบาท คืบหน้าแล้ว 39.5% 

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม เฟส 1 มูลค่า 4,485 ล้านบาท มูลค่าคงเหลือ 942 ล้านบาท คืบหน้าแล้ว 79% โครงการก่อสร้างโรงงานยาสูบแห่งใหม่ มูลค่า 4,619 ล้านบาท มูลค่าคงเหลือ 3,395 ล้านบาท คืบหน้าแล้ว 26.5% โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ แบ่งเป็นโครงการสร้างยกระดับและศูนย์ซ่อมบำรุง มูลค่า 13,167 ล้านบาท มูลค่าคงเหลือ 10,402 ล้านบาท คืบหน้าแล้ว 21% และงานวางราง มูลค่า 2,400 ล้านบาท มูลค่าคงเหลือ 2,400 ล้านบาท

โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไชยะบุรี มูลค่า 76,000 ล้านบาท มูลค่าคงเหลือ 59,978 ล้านบาท คืบหน้าแล้ว 18.5% และโครงการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอก มูลค่า 22,500 ล้านบาท มูลค่าคงเหลือ 22,208 ล้านบาท คืบหน้าแล้ว 1.3% ที่เหลือเป็นโครงการอื่นๆมูลค่า 16,160 ล้านบาท มูลค่าคงเหลือ 5,433 ล้านบาท คืบหน้าแล้ว 48.3% 

ส่วนงานต่างประเทศ บริษัทมีโครงการเขื่อนน้ำบาก ใน สปป.ลาว มูลค่าโครงการ 17,000 ล้านบาท กำลังการผลิต 160 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเซ็นสัญญางานก่อสร้าง (Conrtact Agreement) ในเดือน ส.ค.- ก.ย.นี้ หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ปี คาดว่าจะมีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า สัญญากู้เงิน และสัญญาสัมปทาน 25-30 ปี โดยบริษัท น้ำงึม 2 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ CKP จะเข้ามาบริหารและถือหุ้น 100%