การลงทุน
เรียกดูหัวข้อในหมวดนี้ 

คู่มือผู้ลงทุน ฉบับลงทุนในหุ้น ตอนที่ 4 (1/2)

 

ขั้นตอนการลงทุนในหุ้น

 

          หลังจากเข้าใจลักษณะเฉพาะตัวของหุ้นผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น รวมถึงตรวจเช็กความพร้อมของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ผู้ลงทุนก็ต้องศึกษาและทำความเข้าใจขั้นตอนต่างๆ ของการลงทุนในหุ้น ซึ่งมี 6 ขั้นตอน ดังนี้

 

1. กำหนดเป้าหมายและระยะเวลาลงทุน


          ขั้นตอนแรกสุดและสำคัญที่สุดของการลงทุนในหุ้นคือ “การกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาลงทุน” ให้ชัดเจน โดยตอบตัวเองให้ได้ว่า... ในการลงทุนนั้น มุ่งหวังผลตอบแทนแบบใด อัตราเท่าไหร่ สามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยขนาดไหน และมีระยะเวลาลงทุนยาวนานเท่าใด

 

          ทั้งนี้ เพราะเป้าหมายและระยะเวลาลงทุนที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลต่อผลตอบแทน ความเสี่ยง และสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกัน

 

          ตัวอย่างเช่น ผู้ลงทุน ก มีเป้าหมายในการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนในระยะสั้น (เก็งกำไร) แสดงว่าผู้ลงทุน ก คาดหวังผลตอบแทนในรูปส่วนต่างของราคาซื้อขาย การเลือกลงทุนใน Growth Stock อาจจะเหมาะสำหรับผู้ลงทุน ก มากกว่า เพราะเป็นหุ้นของบริษัทที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงและมีแนวโน้มที่มูลค่าของหุ้นน่าจะสูงขึ้นในอนาคต แต่ผู้ลงทุน ก ก็อาจมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นเป็นระยะเวลาสั้นๆ มักมีความผันผวนมากกว่าการลงทุนในหุ้นเป็นระยะเวลายาวๆ

 

          ในขณะที่ผู้ลงทุน ข มีเป้าหมายในการลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาว แสดงว่าผู้ลงทุน ข คาดหวังผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล การเลือกลงทุนใน Value Stock ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากกว่า เพราะเป็นหุ้นของบริษัทที่มีกิจการมั่นคง ทำกำไรได้ดี มีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และราคาหุ้นไม่ผันผวนขึ้นลงรุนแรง ซึ่งผู้ลงทุน ข จะไม่ขายหุ้น ในกรณีที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง ตราบเท่าที่ผู้ลงทุน ข ยังมั่นใจในผลประกอบการของบริษัท และมั่นใจว่าจะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ

 

2. วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (วิเคราะห์เศรษฐกิจ, วิเคราะห์อุตสาหกรรม, วิเคราะห์บริษัท)


          เมื่อทราบเป้าหมายและระยะเวลาลงทุนที่แน่นอนแล้ว ก็ถึงเวลาพิจารณาว่าจะเลือกลงทุนในหุ้นของบริษัทใด ซึ่งผู้ลงทุนสามารถใช้ “การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน” (Fundamental Analysis) มากำหนดกรอบการลงทุนให้แคบลง โดยเริ่มจากวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจ ลงมาสู่อุตสาหกรรม และท้ายที่สุดจะสามารถเลือกบริษัทที่ควรลงทุนได้

 

          โดยมีลำดับการวิเคราะห์ดังนี้

 

          หลังจากค้นพบบริษัทที่น่าสนใจลงทุนแล้ว ก็ต้องนำราคาหุ้นของบริษัทดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น เพื่อดูว่าราคาตลาดของหุ้นสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็นหรือราคาต่ำ เหมาะสมที่จะลงทุน

 

3. ประเมินมูลค่าที่แท้จริง


          หลังจากวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจนได้หุ้นที่ดีน่าสนใจลงทุนแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการดูว่า หุ้นนั้นถูกหรือแพง เพื่อเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยง โดยหุ้นที่จะเลือกลงทุนนั้นควรมีราคาตลาดไม่แพงไปกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น หรือ “มูลค่าที่แท้จริง” (Intrinsic Value)


          วิธีการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นสามารถทำได้หลากหลาย ซึ่งวิธีที่นิยมใช้โดยทั่วไปมีดังนี้

          

1) ประเมินมูลค่าด้วยการเปรียบเทียบ


          คือ การประเมินมูลค่าหรือราราหุ้น โดยพิจารณาเปรียบเทียบจากค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนระหว่างราคาต่อรายการทางบัญชีต่างๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะพิจารณาจากอัตราส่วน ดังนี้

 

          ราคาตลาดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio : PER)
          - หุ้นตัวนี้จะใช้เวลากี่ปีที่ผลตอบแทนหรือกำไรที่บริษัททำได้จะรวมกับเท่ากับเงินลงทุนทั้งหมดที่ใช้ซื้อหุ้นไป หรือใช้เวลาคืนทุนกี่ปี
          - ผู้ลงทุนควรวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมและบริษัทคู่แข่งที่ประกอบกิจการประเภทเดียวกันด้วย เพื่อดูความสามารถในการดำเนินงาน และการเติบโตของธุรกิจโดยรวม เช่น ถ้าค่า P/E ของหุ้นนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ก็อาจจะแสดงถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานและการเติบโตที่ดีของกิจการในอนาคต

 

          ราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (Price to Book Value: PBV)

           - เป็นราคาที่ตลาดโดยเฉลี่ยเต็มใจที่จะซื้อหุ้นตัวนี้ โดยพิจารณาจากมูลค่าทางบัญชีของบริษัท
          - มักนิยมใช้กับอุตสาหกรรมที่มูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์สามารถสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ของกิจการ เช่น หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์

 

2) ประเมินมูลค่าด้วยวิธีคิดลดเงินปันผล (Dividend Discounted Model)


          คือ การนำเงินปันผลที่คาดว่าจะได้รับจากหุ้นและราคาหุ้นที่คาดว่าจะขายได้ มาคำนวณให้เป็นมูลค่า ณ ปัจจุบัน โดยใช้อัตราคิดลด (Discount Rate) เท่ากับอัตราผลตอบแทนที่ต้องการจากการลงทุนในหุ้นนั้น

          ทั้งนี้ เงินปันผล ราคาหุ้นที่คาดว่าจะขายได้ และความเสี่ยงจากการลงทุน จะประเมินมาจากแนวโน้มกำไรของบริษัทและแนวโน้มสภาพเศรษฐกิจโดยรวมในอนาคต

 

          เมื่อประเมินมูลค่าแท้จริงของหุ้นได้แล้ว ก็นำไปเปรียบเทียบกับราคาตลาดเพื่อตัดสินใจ

          1. มูลค่าที่แท้จริง มากกว่า ราคาตลาด ณ ปัจจุบัน ควรซื้อ เพราะราคาหุ้นยังถูกอยู่ (Under Value)
          2. มูลค่าที่แท้จริง น้อยกว่า ราคาตลาด ณ ปัจจุบัน ไม่ควรซื้อ / ควรขาย เพราะราคาหุ้นแพงเกินไป (Over Value)

 

www.tsi-thailand.org

<< คู่มือผู้ลงทุน ฉบับลงทุนในหุ้น ตอนที่ 3 คู่มือผู้ลงทุน ฉบับลงทุนในหุ้น ตอนที่ 4 (2/2) >>