ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ
เรียกดูข่าวในหมวดนี้ 
ปตท.จ่าย2,400ล้านลดเอฟที กบง.สั่งรีดเงินคืนกองทุนน้ำมัน50สต.
ที่มา ไทยโพสต์ - 14 มิ.ย. 55

ปตท. ยอมจ่ายชดเชยท่อก๊าซฯ ปลาทองรั่ว 2,400 ล้าน ส่งผลค่าเอฟทีงวด ก.ย.-ธ.ค.55 ลดลง 5 สตางค์ ด้าน กบง. รีดเงินเบนซิน-โซฮอล์เข้ากองทุนน้ำมันฯ เพิ่มอีก 50 สต./ลิตร พร้อมสั่งผู้ค้าน้ำมันลดราคาเบนซิน-โซฮอล์หน้าปั๊ม 30 สต./ลิตร เว้นอี-85 และอี-20 ลดถึง 80 สต./ลิตร เหตุราคาน้ำมันตลาดโลกดิ่งกว่า 3 เหรียญสหรัฐ
นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ เปิดเผยว่า บมจ. ปตท.ได้อนุมัติเงินชดเชยกรณีทำท่อก๊าซฯ แหล่งปลาทองรั่วเมื่อปี 2554 จำนวน 2,400 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที)ในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2555 ได้ประมาณ 5 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะช่วยให้ค่าเอฟทีในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.55 มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นไม่มากนัก ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าว ทิศทางราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเริ่มปรับลดลงในเดือน พ.ค.2555
สำหรับการเรียกเก็บค่าเอฟทีจากประชาชนในอัตรา 30 สตางค์ต่อหน่วย จะเริ่มในรอบบิลไฟฟ้าเดือน มิ.ย.2555 ไปจนถึงเดือน ส.ค.2555 พร้อมกันนี้จะเริ่มใช้มาตรการไฟฟ้าฟรีตามหลักเกณฑ์ใหม่ ที่กำหนดให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือนสามารถใช้ไฟฟ้าฟรีได้ จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน ซึ่งจะช่วยช่วยลดภาระภาคอุตสาหกรรมที่ต้องร่วมกันเฉลี่ยจ่ายค่าไฟฟ้าแทนประชาชนกลุ่มดังกล่าว จาก 12,000 ล้านบาทต่อปี จาก 7 ล้านครัวเรือน จะลดลงเหลือ 3,000 ล้านบาทต่อปี จาก 5 ล้านครัวเรือน และถือเป็นการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง
นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้สั่งการให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เจรจากับผู้ค้าน้ำมันค่าย ปตท. และบางจาก ปรับลดราคาจำหน่ายน้ำมันหน้าปั๊มลง โดยกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลง 30 สตางค์ต่อลิตร ยกเว้นน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี-85 และอี-20 ให้ปรับลดลง 80 สตางค์ต่อลิตร พร้อมกันนี้ กบง. มีมติให้เรียกเก็บเงินจากผู้ค้าน้ำมันเบนซิน 95 และ 91 รวมทั้งแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม 50 สตางค์ต่อลิตร โดยให้เริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 00.01 ของวันที่ 14 พ.ค. 2555
ทั้งนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกดูไบ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2555 ปรับลดลงถึง 3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าการตลาดผู้ค้าน้ำมันขึ้นมาสูงมาก โดยเบนซิน 91อยู่ที่ 2.40 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 2.40 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 2.69 บาทต่อลิตร ดังนั้น เพื่อทำให้ค่าการตลาดอยู่ในระดับที่เหมาะสม 1.50 บาทต่อลิตร กบง.จึงต้องเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ และให้ผู้ค้าน้ำมันลดราคาน้ำมันลง
อย่างไรก็ตาม การเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดังกล่าว ส่งผลให้มีเงินไหลเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพิ่มขึ้นเป็น 153 ล้านบาทต่อวัน หรือ 4,500 ล้านบาทต่อเดือน ส่วนสถานะกองทุนน้ำมันฯ โดยรวมยังคงติดลบ 21,064 ล้านบาท สำหรับปัจจุบันมีการเรียกเก็บเงินจากผู้ค้าน้ำมันเข้ากองทุนน้ำมันฯ โดยรวม ดังนี้ น้ำมันเบนซิน 95 เก็บรวม 6.40 บาทต่อลิตร, น้ำมันเบนซิน 91 เก็บรวม 6.40 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เก็บรวม 3 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เก็บรวม 1.40 บาทต่อลิตร, น้ำมันดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี-20 ชดเชย 50 สตางค์ต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี-85 ชดเชย 12.30 บาทต่อลิตร
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ที่ประชุม
กบง.ได้สั่งการให้กรมธุรกิจพลังงาน และ สนพ. ไปเจรจากับผู้ค้าน้ำมันและผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อเพิ่มปั๊มน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี-20 และส่งเสริมการใช้ให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีปั๊มน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี-20 อยู่น้อยเพียง 875 ปั๊ม จากปั๊มทั้งหมดที่มีทั่วประเทศ 8,000-9,000 ปั๊ม ส่วนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี-20 ได้นั้น ปัจจุบันมีอยู่ 1 ล้านคัน หรือคิดเป็น 26% ของรถยนต์ทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นเห็นว่าส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์อี-20 ต่างกันถึง 4 บาทต่อลิตร จะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ค้าน้ำมันและประชาชนหันมาใช้ให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายเบื้องต้นให้มีปั๊มแก๊สโซฮอล์ อี-20 เพิ่มเป็น 1,000 ปั๊มจากที่มีอยู่ 875 ปั๊ม.