ข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจ
เรียกดูข่าวในหมวดนี้ 
วิกฤตยูโรฉุดส่งออกวูบเฉียด4แสนล้าน คาดส่งออกปีนี้โตแค่5.8%
ที่มา มติชนออนไลน์ - 1 ส.ค. 55

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงการวิเคราะห์ผลกระทบการส่งออกไทยจากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปว่า การส่งออกไทยปี 2555 อัตราการขยายตัวจะต่ำสุดในรอบ 3 ปีนับจากปี 2553 โดยจะขยายตัว 3.8-7.5% และมีโอกาสมากสุดถึง 50% ที่จะขยายตัว 5.8% คิดเป็นมูลค่า 242,184 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปี 2554 ที่ขยายตัว 17.2% โดยไตรมาส 3 ปีนี้ยังติดลบ 4.8% และขยายตัวเป็นบวก 11.1% ในไตรมาส 4 หลังครึ่งปีแรกไทยติดลบ 2% โดยเป็นการปรับลดจากคาดการณ์เดิมที่ 13% และทำให้ไทยเสียส่วนแบ่งการตลาดจาก 1.4% ของการค้าโลก เหลือ 1.2-1.3%

 

ชี้เป้า15%โอกาสเป็นศูนย์


นายอัทธ์กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ส่งออกไทยหดตัวมาก เนื่องจากวิกฤตหนี้ยุโรปส่งผลกระทบต่อการส่งออกโดยตรงสูญเสีย 4,298 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาทประมาณ 136,048 ล้านบาท หรือกระทบต่อการส่งออกรวมหดตัว 1.6% ซึ่งตลาดยุโรปปีนี้น่าจะติดลบ 4.5% และการส่งออกทางอ้อมสูญเสีย 5,144 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท 162,828 ล้านบาท หรือหดตัว 1.9% ซึ่งรวมการสูญเสียทางตรงและทางอ้อมจะเท่ากับ 9,442 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท 298,876 ล้านบาท หรือหดตัว 3.5%

 


อย่างไรก็ตาม เป็นการคิดจากการสูญเสียการส่งออกทางอ้อมไปประเทศคู่ค้าสำคัญคือ สหรัฐ ญี่ปุ่น อินเดีย จีน และอาเซียน หากรวมการส่งออกไปประเทศคู่ค้าอื่นๆจะทำให้ไทยสูญเสียการส่งออก 3-4 แสนล้านบาท หรือทำให้ส่งออกรวมหดตัว 4% ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไทยสูญเสียการส่งออกทางอ้อมมากกว่าทางตรง

 


"หากจะให้การส่งออกขยายตัว 15%ตามเป้าหมายรัฐบาลต่อเดือน ต้องส่งออก 25,147 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งความเป็นไปได้เป็นศูนย์ แต่โอกาสโต 5.8% มากสุด เพราะคำนวณจากการส่งออกต่อเดือน 21,653 ล้านเหรียญสหรัฐ เศรษฐกิจโลกโต 2.5%เศรษฐกิจยุโรปติดลบ 0.3%ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 92.83 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ระดับ 31.65 บาทต่อเหรียญสหรัฐ"นายอัทธ์กล่าว

 


นายอัทธ์กล่าวว่า การส่งออกไทยยังมีโอกาสที่จะโต 7.5% ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ 35% หากกระตุ้นการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีกรอบเปิดเสรีเอฟทีเอ ซึ่งตอนนี้ใช้เพียง 60% เพิ่มมูลค่าการค้าชายแดน ที่สำคัญต้องวางตำแหน่งด้านราคาสินค้าที่ไม่แพงเกินกว่าประเทศคู่แข่งมากนัก ไม่อย่างนั้นอาจเสียตลาดระยะยาวและความอยู่รอดของธุรกิจ โดยรัฐต้องชดเชยหรือช่วยเหลือผู้ประกอบการในการลดต้นทุนและทบทวนนโยบายรัฐที่มีผลต่อต้นทุนสูงจนแข่งขันไม่ได้

 

ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าส่งออกโดยตรงไปยุโรปที่จะได้รับกระทบหนัก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ ซอสปรุงแต่งจากเนื้อสัตว์ เครื่องจักรไฟฟ้า ไข่มุกหรือเครื่องเพชรพลอย เครื่องแต่งกายแบบโครเชต์ อุปกรณ์ถ่ายรูป ยางและของที่ทำด้วยยาง ซอสปรุงแต่งจากพืชผัก ผลไม้ รถยนต์และส่วนประกอบ และพลาสติกและผลิตภัณฑ์จากพลาสติก

 


นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึงกรณีที่หอการค้าไทยประเมินว่า การส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวเหลือเพียง 5.8%ว่า เป็นเรื่องแต่ละคนจะประเมิน แต่รัฐบาลยังยืนยันการส่งออกของไทยทั้งปีที่ 15% และเป็นหน้าที่ที่จะทำให้ได้ด้วย

 

พิษยูโรแตะเบรกศก.มิ.ย.


นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย นโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจในเดือนมิถุนายนชะลอตัวลง เนื่องจากปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรป ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกชัดเจนขึ้น โดยในเดือนมิถุนายนหดตัว 4.3% จากระยะเดียวกันของปีก่อน แม้ในเดือนพฤษภาคมจะขยายตัว 6.7% จากที่ติดลบมาต่อเนื่อง 4 เดือนตั้งแต่ต้นปี โดยมีมูลค่าการส่งออก 1.95 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้การส่งออกไตรมาส 2 ส่งออกหดตัว 0.4% และการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกหดตัว 2.3%

 


นายเมธีกล่าวว่า สินค้าที่หดตัวลงชัดเจนได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้าเกษตร หดตัวลงจากการส่งออกข้าวที่ลดลง เนื่องจากราคาสูงกว่าประเทศคู่แข่ง รวมทั้งราคายางที่ลดลงจากการชะลอคำสั่งซื้อของจีนตามการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ส่วนสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มยังคงหดตัวต่อเนื่อง

 


ห่วงครึ่งปีหลังกระทบแรง


นายเมธีกล่าวว่า จากการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรป ส่งผลให้ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวตาม โดยดัชนีผลผลิตด้านอุตสาหกรรมหดตัว 9.6% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ไตรมาส 2 ส่งออกหดตัว 0.4% และการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกหดตัว 2.3% ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า 74.3% เป็น 72.4% ตามการลดลงของการผลิตในอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ หลอดอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบ ส่วนการผลิตรถยนต์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี

 

"การนำเข้าชะลอตัวตามการส่งออกและการผลิตที่หดตัวลงอยู่ที่ 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 1.79 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนด้านการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี ยังไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในยุโรป ในเดือนมิถุนายนมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวน 1.63 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 10.1%

 

ด้านอัตราเงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับเดือนก่อนที่ 1.92% จาก 1.95% ส่วนการคาดการณ์เงินเฟ้อในอีก 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 3.41% อัตราการจ้างงานของภาคครัวเรือนอยู่ในเกณฑ์ดี และอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำที่ 1.0%

 

นายเมธีกล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 จะขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปีก่อนเติบโตได้น้อยจากเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่น และวิกฤตหนี้ในยุโรปจะส่งผลต่อภาคส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ชะลอตัวลง เนื่องจากความต้องการช่วงหลังจากอุทกภัยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ